หมายจับเพิ่ม! แก๊งบนเรือแตงโมสอดรับอมรินทร์วิเคราะห์ กล้องมัดคนพูดเท็จ (คลิป)

ความคืบหน้าคดีแตงโม หลังจากกองพิสูจน์หลักฐานและตำรวจชุดสืบสวนในคดีการตายของ “แตงโม” ได้มีการจำลองเหตุการณ์จริง โดยการใช้เรือลำที่เกิดเหตุ มีการทดสอบใช้คมของใบพัดเรือ มีการเฉือนเข้าที่เนื้อหมูเป็นตัว จนกระทั่งทราบว่าบาดแผลมีความใกล้เคียง กับแผลจริงของสภาพศพแตงโม ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับการออกหมายจับบุคคลที่อยู่บนเรือเพิ่มเติม เกี่ยวข้องกับคดีของแตงโม ซึ่งจากรายงานที่ทราบกันคือ ใกล้จะมีการปิดคดีหรือสรุปเกี่ยวกับสำนวนคดี และจะมีบุคคลบนเรือถูกออกหมายจับเพิ่มเติมนั้น

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ หรือ ผู้การแต้ม อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เจ้าของฉายามือปราบหูดำ เปิดเผยว่า ตนเองจะไม่ขอบอกว่าบุคคลที่อยู่บนเรือนั้นเป็นใครที่จะถูกออกหมายจับ แต่ถ้าหากย้อนกลับไป นับแต่ที่คดีมีความคืบหน้า มีบุคคล 2 คน บนเรือ ถูกออกหมายจับในข้อหาประมาท เพราะเกิดจากพฤติกรรมการขับเรือที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่การรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนในคดียังไม่สิ้นสุด และยังมีการจำลองหลายเหตุการณ์ โดยเฉพาะเรื่องของการจำลองพฤติกรรมคนบนเรือ ที่นำไปเทียบกับคำให้การและการให้ปากคำแต่ละครั้ง

ฉะนั้นทั้งหมดจะเป็นผลประกอบ ร่วมกับทางนิติวิทยาศาสตร์ และสุดท้ายหมายจับจะไปออกที่บุคคลที่ทำให้เกิดการประมาท และนางสาวแตงโมตกเรือเสียชีวิต บุคคลที่จะถูกออกหมายจับ ตนเองขอไม่ระบุเป็นชื่อ แต่จะมีความเกี่ยวข้องและเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับแตงโม ดังนั้นก็ให้สังคมไปพิจารณา วิเคราะห์จากคำให้การของบุคคลที่อยู่บนเรือเอง อีกทั้งไม่สามารถที่จะยืนยันวันเวลาที่ชัดเจนได้ว่าหมายจับจะออกวันใด หรือช่วงเวลาใด แต่ทั้งหมดที่ยังรอคำตอบก่อนที่จะมีหมายจับ คือผลทางนิติวิทยาศาสตร์ และผลการจำลองของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเป็นตัวยืนยันเกี่ยวกับหมายจับบุคคลเพิ่มเติมบนเรือ

ส่วนกรณีเรื่องของการแจ้งข้อกล่าวหาเจตนา คำว่าเจตนาไม่ดีเกิดขึ้นตั้งแต่แรกในคดี เนื่องจากไม่มีใครเจตนาที่จะฆ่าใครตาย หรือเจตนาที่จะมีการวางแผน เพราะทั้งหมดเกิดจากการนั่งเรือโดยสาร แต่เหตุเกิดขึ้นหลังจากที่มีคนตกเรือ ฉะนั้นจึงเป็นเพียงได้แค่ ประมาท แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน คำว่าเจตนาถูกตัดออกไปตั้งแต่ที่เห็นว่าทุกคนบนเรือรู้ว่าแตงโมตกน้ำ แต่มีการขับวน ลักษณะวนหลายรอบและหลายชั่วโมง ซึ่งมีทั้งพยานบุคคล พยานจากกล้องวงจรปิด และแม้แต่พยามที่บันทึกโดยเรือก็คือระบบ GPS ฉะนั้นก็สามารถที่จะนำไปต่อสู้ในชั้นศาลได้ หากถูกแจ้งข้อกล่าวหาเจตนา เพราะสุดท้ายการที่พวกเขายังคงวนหา ก็อาจจะหักล้างในเรื่องของเจตนาได้โดยทันที

โดยข้อมูลตำรวจชุดสืบสวนในคดี ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมทั้งได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดฝั่งของการไฟฟ้า กฟฝ. ไปเข้าครึ่งมือเทคโนโลยีพิเศษ ทำให้ภาพมีความคมชัดและเห็นลักษณะเงาของคนที่อยู่บนเรือ เป็นช่วงเวลา 22.33-22.35 น. ซึ่งจะเห็นบุคคลที่อยู่บนเรือ เป็นคำยืนยันว่านางสาวแตงโมยืนอยู่หัวเรือ และมีการเดินไปที่ท้ายเรือ ก่อนที่จะตกเรือ

ผู้การแต้ม เปิดเผยว่า จากภาพของกล้องวงจรปิดดังกล่าว ในฐานะที่ทำงานด้านสืบสวนสอบสวน ยืนยันว่าตำรวจจะไม่มีการเลือกว่าจะนำคลิปอีกคลิปหนึ่งไปประกอบในการทำสำนวนคดี แต่จะนำทั้งหมดมาเชื่อมโยงกัน เพราะจากหลักฐานที่ทีมข่าวนำมาให้ดูในวันนี้ ปรากฏว่าจะเป็นคนละช่วงเวลา แต่มีความใกล้เคียงกัน หากมีการดูจากกล้องวงจรปิดฝั่งของเอกชน ที่ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมจะมีการนำข้อมูลมาตีแผ่บางอย่างนั้น เป็นช่วงเวลา 22.32 น. หากวิเคราะห์แล้วคาดการณ์ว่าเป็นช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุ แต่กล้องวงจรปิดของฝั่งการไฟฟ้าที่ทราบรายงานจากชุดสืบสวนว่ามีการใช้เทคโนโลยีพิเศษในการขยาย จนกระทั่งเห็นเงาตกกระทบ ซึ่งจะเห็นทั้งลักษณะโครงสร้างรวมถึงแสงเงา ทำให้รู้พฤติกรรมของคนบนเรือ แต่กล้องวงจรปิดตัวดังกล่าวจะเป็นคนละช่วงเวลากับที่ ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญกรรมมีข้อมูล เพราะเนื่องจากเป็นช่วงเวลา 22.33-22.35 น. ฉะนั้นจึงเป็นกล้องวงจรปิดที่เชื่อมโยงกัน

แม้ว่ากล้องตัวแรกช่วงเวลา 22.32 น. จะเห็นว่ามีคนยืนอยู่หัวเรือประมาณ 2 คน แต่ไม่เห็นคนอยู่ท้ายเรือ ก็ไม่ได้หมายความว่าช่วงเวลาหลังจาก 22.32 น. ไปสู่กล้องตัวใหม่ที่เป็นช่วงเวลา 22.33-22.35 น. แตงโมหรือคนบนเรือจะไม่มีการเคลื่อนที่ เพราะเป็นช่วงเวลาที่หายไป 2 นาที ดังนั้นมีความเป็นได้ว่าคนที่ยืนอยู่หัวเรือจะเดินไปที่ท้ายเรือ เพื่อทำภารกิจส่วนตัวตามคำกล่าวอ้าง และอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ตกจากเรือ ดังนั้นจึงไม่สามารถชี้ชัดได้โดยตรงว่ากล้องตัวไหนจะเป็นวินาทีที่ตกเรือ แต่จะเป็นหลักฐานที่พนักงานสอบสวน จะนำไปเทียบกับผลทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยันว่าในช่วงเวลาแต่ละช่วงเวลา พฤติกรรมคนบนเรือเป็นอย่างไร และก่อนที่แตงโมจะหายไป มีลักษณะเงาหรือสิ่งที่มองเห็นอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ จากกล้องวงจรปิดที่ถูกนำมาเป็นข้อสังเกต เป็นกล้องวงจรปิดของคนละฝั่งแม่น้ำ ฉะนั้นไม่จำเป็นที่พนักงานสอบสวนจะต้องเลือกตัวใดตัวหนึ่ง แต่จะต้องนำทั้งหมดมาเชื่อมโยงกัน ให้เป็นลักษณะความสัมพันธ์และความต่อเนื่องของพฤติกรรมคนบนเรือ อย่าลืมว่ากล้องวงจรปิดทั้งหมดจะเห็นทั้งขาไปและกลับ หรือแม้แต่การขับวน ดังนั้นทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับการสืบสวนสอบสวน ทั้งพยานแวดล้อม และพยานบุคคล

นายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือ ทนายเดชา ประธานเครือข่ายศูนย์ทนายคลายทุกข์ ทนายความนางภนิดา ศิระยุทธโยธิน แม่ของเเตงโม กล่าวถึงเรื่องคำให้การของ 5 คนบนเรือ หลังจากมีคนเรียกร้องให้นำทั้งหมดเข้าเครื่องจับเท็จ ระบุว่า ส่วนตัวได้พูดคุยกับตำรวจแล้ว ซึ่งทางตำรวจให้ข้อมูลว่าการจะนำใครเข้าเครื่องจับเท็จ ต้องรอให้การสืบสวนสอบสวนเสร็จสิ้นก่อน ยกตัวอย่างคดีลุงพล โดยการจะเอาใครเข้าเครื่องจับเท็จ วัตถุประสงค์เพื่อต้องการคำตอบบางคำตอบ เช่นคำรับสารภาพ คำซัดทอดเพิ่มเติม เพื่อจะดูว่าใครมีพิรุธ

แต่ในคดีนี้เเตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ตนขอสมมติว่าหากทราบอยู่แล้วว่าคนบนเรือโกหก หรือคำให้การไม่สมเหตุสมผล ขัดธรรมชาติ ขัดกับหลักการอื่น พูดไม่ตรงกัน ก็จะกลายเป็นพยานที่รับฟังไม่ได้ เท่ากับว่าผู้ต้องหาไม่มีพยาน ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี จึงไม่มีความจำเป็นต้องเอาเข้าเครื่องจับเท็จ สำหรับคำพูดของคนบนเรือ บางเรื่องก็เชื่อ บางเรื่องก็ไม่เชื่อ ยกตัวอย่างเรื่องขับเรือ เรื่องดื่มสุรา ตนเชื่อ แต่เรื่องฉี่หรือเรื่องอื่น ๆ ตนไม่เชื่อ ซึ่งตนเองได้พูดคุยกับตำรวจตลอด ทราบว่าหลักฐานเพียงพอเเล้ว ดังนั้นในเรื่องคำให้การจริงหรือเท็จ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ตำรวจพิสูจน์ไป

ทนายเดชา กล่าวถึงเรื่องทางคดี มีความพึงพอใจการทำงานของตำรวจมาก ตอนนี้เท่าที่ทราบคดีมีความคืบหน้าไปกว่า 90% แล้ว รอเพียงผลการชันสูตรรอบที่ 2 เท่านั้น “ผลการชันสูตรรอบแรก กับรอบที่ 2 มีความสอดคล้องกัน แต่คำพูดคนจะไม่เหมือนกัน น่าจะรู้นะว่าใคร อาจจะพูดไม่เหมือนหมอคนอื่น ผมไม่ได้เอ่ยชื่อว่าใครนะ ซึ่งคุณหมอท่านนี้อาจมีประสบการณ์สูง ผ่าศพมาเยอะ จึงพูดไม่เหมือนคนอื่น แต่ผมก็เคารพท่านอยู่”

Leave a Reply

Your email address will not be published.